by zalim-code.comby zalim-code.comby zalim-code.comby zalim-code.com
คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ
แจ้งผู้เยี่ยมชม บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อให้ประโยชน์ความรู้ทางการบัญชีและบริหาร

เปลี่ยนภาษา

ฟังเพลงคลายเครียดก่อนนะค่ะ^^
by zalim-code.comby zalim-code.com

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ผู้สอบบัญชีรับอนุญาติ

         "ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต" เป็นชื่อที่บัญญัติขึ้นใหม่และมีคำนิยามไว้หมายความว่า ผู้ได้รับ ใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ และใบอนุญาตนั้นยังไม่ขาดอายุ ไม่ถูกพัก ไม่ถูกเพิกถอน ดังนั้น ผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีก็ดี ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้วแต่ ขาดต่ออายุใบอนุญาต ถูกพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตก็ดี ย่อมไม่เป็นผู้สอบบัญชี รับอนุญาตตามกฎหมาย หากลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีของธุรกิจใดที่กฎหมายบัญญัติให้มีการสอบบัญชีหรือให้มีผู้สอบบัญชีแล้วย่อมมีความผิด และอาจได้รับโทษตามกฎหมายการขึ้นทะเบียนเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตนั้น ผู้ซึ่งจะขึ้นทะเบียนต้องมีพื้นความรู้และลักษณะครบถ้วน ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ดังนี้

1.เป็นผู้ได้รับปริญญาทางการบัญชี หรือประกาศนียบัตรทางการบัญชี ซึ่ง ก.บช.เทียบว่าไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชี หรือเป็นผู้ได้รับปริญญาหรือประกาศนียบัตรไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีที่มีการศึกษาวิชาการบัญชี ซึ่ง ก.บช. เห็นสมควรให้เป็นผู้สอบบัญชี รับอนุญาต
2.เคยปฏิบัติงานเกี่ยวกับการสอบบัญชีมาแล้ว โดย ก.บช. เห็นว่าทำหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้
3.มีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์
4.มีสัญชาติไทย หรือมีสัญชาติของประเทศที่ยินยอมให้บุคคลสัญชาติไทยเป็นผู้สอบบัญชีในประเทศนั้นได้
5.ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
6.ไม่เคยต้องโทษจำคุกในคดีที่ ก.บช. เห็นว่าอาจนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
7.ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
8.ไม่ประกอบอาชีพอย่างอื่นที่ไม่เหมาะสมหรือทำให้ขาดความเป็นอิสระในหน้าที่ผู้สอบบัญชี



ความมุ่งหมาย
          ความมุ่งหมายในการตราพระราชบัญญัติผู้สอบบัญชี พ.ศ.2505 ขึ้นนั้น ก็เนื่องจากว่าการสอบบัญชีเป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญแก่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และนับวันจะมีความสำคัญขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากความต้องการของธุรกิจและอุตสาหรกรรมของประเทศประกอบกับได้มีผู้สำเร็จการศึกษาวิชาการบัญชีจากมหาวิทยาลัย และสำนักศึกษาต่าง ๆ มากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดคุณสมบัติและพื้นความรู้ของผู้สอบบัญชีให้อยู่ในมาตรฐานและมีการควบคุมการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชี และเป็นไปโดยซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่รัฐ และบุคคลที่เกี่ยวข้องและเป็นผลดีแก่วิชาชีพการสอบบัญชีด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายดังกล่าว พระราชบัญญัติผู้สอบบัญชีได้กำหนดให้มีคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสอบบัญชี หรือก.บช. กับทั้งให้จัดตั้งสำนักงาน ก.บช. ขึ้นในกระทรวงเศรษฐการเพื่อบริหารงานตามที่ได้รับมอบหมาย

สิทธิและหน้าที่ของผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
          ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมีสิทธิลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีในฐานะผู้สอบบัญชีของธุรกิจที่กฎหมายบัญญัติให้มีการสอบบัญชีหรือให้มีผู้สอบบัญชี และมีสิทธิลงลายมือชื่อรับรอง เอกสาร ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีผู้สอบบัญชีรับรองสำหรับสิทธิประการแรก ผู้ซึ่งมิได้เป็น ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจะลงลายมือชื่อรับรองการสอบบัญชีในฐานะผู้สอบบัญชีไม่ได้ ถ้าฝ่าฝืนก็ มีความผิด แต่สำหรับสิทธิประการที่สอง มีผลแต่เพียงว่า เอกสารที่ทำขึ้นไม่มีผลตามกฎหมายนั้นๆ ถ้ามิได้รับรองโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมีหน้าที่ดังนี้ 


            1.ต้องรักษามรรยาทตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวงถ้าฝ่าฝืนอาจถูกสั่งพักหรือ เพิกถอนใบอนุญาต
            2.ในกรณีที่มีการย้ายสำนักงานหรือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต้องแจ้งต่อ นายทะเบียนภายในกำหนด 15 วัน นับตั้งแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง

อายุใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
       ใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตมีอายุ 5 ปี นับแต่ออกใบอนุญาตตามข้อบังคับ ของ ก.บช. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต้องต่ออายุใบอนุญาตภายในระยะเวลา 3 เดือน ก่อนวันที่ใบ อนุญาตสิ้นอายุ และต้องชำระค่าธรรมเนียมก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นอายุด้วย มิฉะนั้นเป็นอันขาด จากการเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต

ที่มา : http://www.suretax-accounting.com

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

การใช้อำนาจของผู้บริหาร

การใช้อำนาจของผู้บริหารแบ่งได้ดังนี้
  1. การใช้อำนาจเด็ดขาด อาจจะเป็นในวงการทหารหรือตำรวจ จะเห็นได้อย่างเด่นชัดซึ่งจำเป็นจะต้องมีความเด็ดขาดในการสั่งการ เพราะทหาร ตำรวจ จะต้องมีวินัยในการปกครองซึ่งกันและกัน บรรดาตำรวจที่มีอาวุธอยู่ในมือด้วยแล้ว หากขาดวินัยก็จะเสมือนกับกองโจรที่สามารถกระทำผิดได้ตลอดเวลา
  2. การใช้อำนาจอย่างมีศิลปะ ผู้นำโดยทั่วไปเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทนรวมไปถึงประสบการณ์ในการบังคับบัญชาคน หากการทำงานโดยเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้วผลงานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นที่ยอมรับของคนโดยทั่วไป
  3. การใช้อำนาจด้วยวิธีการปรึกษาหารือ เป็นลักษณะของการใช้อำนาจวิธีการหนึ่งซึ่งใช้กันอย่างมากมาย เพราะผู้บริหารที่เปิดใจกว้างย่อมได้รับการยอมรับของผู้ร่วมงานด้วยกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการสอนงานแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาในลักษณะการใช้อำนาจด้วยวิธีการปรึกษาหารือ
  4. การใช้อำนาจแบบมีส่วนร่วม บางคนอาจจะบอกว่าการใช้อำนาจแบบมีส่วนร่วมถือเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเนื่องจากผู้บริหารเปิดใจกว้าง ผลผลิตที่ได้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดแต่จะต้องขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของแต่ละคน ในทางทฤษฎีแล้ว การใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมรวมถึงลักษณะของการดำเนินงานในแต่ละกิจกรรมนั้น ๆ

ที่มา : http://women.sanook.com

ประเภทของผู้นำ




  • ผู้นำแบบเผด็จการ เป็นผู้นำที่มีความเด็ดขาดในตัวเองถือเรื่องระเบียบวินัย กฏเกณฑ์ข้อบังคับเป็นหลัก ในการดำเนินงานการตัดสินใจต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับผู้นำแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ในแง่การบริหารงานทางด้านวิชาการด้านธุรกิจจะเปรียบเสมือนกิจการที่เป็นเจ้าของบุคคลเดียว ที่มีการดำเนินการและตัดสินใจเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการเท่านั้น




  • ผู้นำแบบประชาธิปไตย ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญในโลกปัจจุบัน ให้สิทธิ์ในการออกความคิดเห็น สิทธิในการเรียกร้อง รวมไปถึงการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วยการเป็นประชาธิปไตยจึงเป็นลักษณะหนึ่งที่สังคมค่อนข้างจะยอมรับกันมากกว่าผู้นำประเภทอื่น ๆ




  • ผู้นำแบบตามสบาย เป็นผู้นำที่ไปเรื่อย ๆ มีความอ่อนไหวไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผู้นำที่เป็นที่รักของผู้ร่วมงานอย่างมาก ผู้นำประเภทนี้จึงมีมากมายตามแต่ละกิจกรรมต่าง ๆ บางครั้งอาจมองว่าเป็นบุคคลที่ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง หรือมองโลกในแง่ดีซึ่งผู้ใต้บังคับบัญชาที่ขยันอาจจะไม่ชอบลักษณะผู้นำประเภทนี้ในทางปฏิบัติบางแห่งในตัวผู้นำอาจจะมีรูปแบบของการเป็นผู้นำทั้ง 2 ประเภทในคนเดียว อาจจะมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นออกมาแต่ละประเภท ซึ่งสามารถควบคุมการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลักษณะการใช้อำนาจของผู้นำแตกต่างกันออกไป เพราะในตัวผู้นำแต่ละคนมีอำนาจมีอิทธิพล สามารถดำเนินการหรือสั่งการได้ตามความเหมาะสม




  • ทีี่มา: http://women.sanook.com

    10 หนทางสู่ความสำเร็จจากนักธุรกิจดัง

    1.อย่าเสียเวลากับงานที่คุณไม่รัก
           ถ้า จะให้ดีต้องเริ่มทำงานจากสิ่งที่รักเสียก่อน เลือกทำเฉพาะสิ่งที่รักเท่านั้นแล้วจะได้เปรียบ มีความสุขในสิ่งที่เลือกแล้ว หากได้ทำงานที่รักจะรู้สึกมีความสุข มีความกระฉับกระเฉง และทำมันได้ดีขึ้นๆ เพราะเหมือนกับการได้ฉีดสารกระตุ้นจากความกระตือรือร้นและความปรารถนาอัน แรงกล้าในตัวเอง คุณจะไม่รู้สึกว่าคุณกำลังทำงาน และสร้างแรงจูงใจให้ทำงานได้อย่างสุดความสามารถทีเดียว
    "ความรู้สึกรักหรือหลงใหลในสิ่งที่กำลังทำ คือสิ่งที่สำคัญมากที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างยาวนาน"  เพราะถ้าไม่ชื่นชอบในสิ่งที่ทำ ในที่สุดจะล้มเหลวไม่เป็นท่า หรืออย่างดีที่สุดก็คือคุณจะกลายเป็นแค่คนทำงานธรรมดาๆ เท่านั้น จะไม่ได้ชีวิตการทำงานที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าได้ทำงานที่รัก ชอบ ความทุ่มเทสุดตัวก็เกิดขึ้น ทำงานให้เต็มที่เพื่อที่จะเป็นมนุษย์ทำงานที่ยิ่งใหญ่ เพราะความรู้สึกหลงใหลในสิ่งที่ทำจะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้งานประสบ ความสำเร็จ คุณจะไม่ยอมแพ้และรู้สึกเหน็ดเหนื่อย 


    2.ตั้งมาตรฐานให้สูง
          ถามตัวเองว่าอะไรคือมาตรฐานของสิ่งที่ต้องการให้ใครๆ รู้จัก บอก ตัวเองให้ได้ว่ามาตรฐานนั้นอยู่ตรงไหน และทำให้ได้ตามนั้น อย่าหลอกตัวเอง จงตั้งมาตรฐานให้สูงเข้าไว้ แล้วใช้เวลาไตร่ตรองสิ่งที่มุ่งหน้าจะทำ เปิดกว้างรอ รับความคิดเห็นใหม่ๆ และสิ่งที่จะมากระทบ สิ่งที่คาดหวังต้องยืดหยุ่นได้ ไม่ใช่คงที่ตายตัว ค้นให้พบว่าใครหรืออะไรที่เป็นสุดยอดในสายตาของคุณ ใครคือผู้นำ ใครคือผู้กำหนดแนวทาง ใครคือผู้ทรงอิทธิพล อะไรคือสาเหตุที่พวกเขาเป็นที่หนึ่งได้ ศึกษามาตรฐานของเขา
    หาให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ หรือต้องทำเพื่อให้กลายเป็นที่หนึ่งในสายงานที่สนใจ หาทางที่จะเข้าอบรม พบปะผู้คน ไปเป็นเด็กฝึกงาน หาประสบการณ์ที่จำเป็นต้องมีเพื่อจะทำเป้าหมายให้ลุล่วงได้ ให้เวลาตัวเองที่จะรับทุกอย่างเข้ามา ค่อยๆ เพิ่มพูนและรู้จักมันอย่างทะลุปรุโปร่ง มองหาแนวคิดดีๆ จากนอกสายงานที่ถนัด หาสิ่งแปลกใหม่ วิธีใหม่ๆ และฝึกฝนจนสามารถปรับมันให้เข้ากับสายงานของคุณได้

       แนะนำไว้ว่า “ใน ทุกสิ่งที่คุณกำลังดำเนินอยู่ ถามตัวเองว่า ฉันจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร ฉันจะให้มีคนพูดถึงฉันมากกว่านี้ได้อย่างไร จะทำให้มันสะท้อนส่วนที่ดีกว่าของฉันได้อย่างไร ถ้าหาคำตอบได้ครบจากนั้นก็ลุยเลย” 

    3.ดื้อดึงสู้ตาย อย่าย่อท้อ
       แม้ ว่าคุณจะไม่ได้เกิดขึ้นมาจากกองเงินกองทองก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัดการไปให้ได้ ไกลที่สุด จงยอมรับและชื่นชมแม้ว่าคุณจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ลองหาข้อดีให้เจอแล้วทำให้เป็นข้อได้เปรียบ เช่น มีการศึกษาที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีความแน่วแน่ มุ่งมั่น ไม่ลดละ คุณสมบัติเหล่านี้ก็มากพอที่จะช่วยให้สำเร็จได้ 

    4.หากไร้ซึ่งความรู้ ความสามารถ ก็หมดโอกาส
           จงไขว่คว้าหาความรู้ เรียนรู้ทุกอย่างเท่าที่ทำได้จากแต่ละโครงการที่คุณรับผิดชอบ หากเข้ามาในสนามการทำงานที่ไม่รู้มากพอ จะเสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา เปรียบเหมือนการแข่งกีฬาโดยไม่รู้กติกาของเกม คุณจะมีแต่เสียเปรียบ ศึกษาธุรกิจของตัวเองให้รอบด้าน ทุกธุรกิจมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงจะน้อยลงมากหากเรียนรู้ทุกด้านของสิ่งที่กำลังทำให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แสวง หาความรู้ให้มากเพื่อจะได้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและกลายเป็นคนเก่งขึ้นได้ในที่ สุด ใครก็อยากคุยกับคนเก่งมากกว่า เมื่อเป็นคนมีความรู้คุณจะกลายเป็นคนน่าสนใจและได้รับความเอาใจใส่มากขึ้น จงเริ่มแต่เนิ่นๆ และหมั่นศึกษาอยู่เสมอไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หรือจะประสบความสำเร็จแค่ไหน เมล็ดพันธุ์แห่งความรู้เติบโตได้ในทุกแห่งหน

    5.ทำงานกับคนที่คุณชอบ
          หาก เราได้ทำงานกับคนที่เราชื่นชอบเราจะรู้สึกมีความสุขมากขึ้น และทำให้อายุการทำงานในสถานที่นั้นๆ นานขึ้น หลายคนชื่นชอบในหัวหน้างาน เจ้าของบริษัท และทำงานอยู่ด้วยกันเป็น 10 ปี หรือ 20 ปี ถ้าไม่ศรัทธาในกันและกันคงทนกันไม่ได้นานขนาดนี้ ดังนั้นให้กำหนดตัวอย่างในการทำงานและสรรหาบุคคล เพื่อที่คุณจะได้ดึงดูดคนที่เหมาะสม นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้ทำงานกับคนที่ชอบ องค์กรส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมีความหลากหลาย ซึ่งดีกว่ามีคนที่มีพื้นฐานเหมือนกันไปหมด ความแตกต่างดังกล่าวนำมาซึ่งความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ และเพิ่มความเข้าใจให้กับงาน 

    6.จงว่ายทวนน้ำ
       พื้นที่ ที่สะดวกสบายมากเกินไปสามารถลากคุณให้ลงไปสู่จุดที่อยู่ใต้น้ำได้ เพราะเผลอกับความสบายมากเกินไป ดังนั้นกระแสไฟของคุณอาจไหลดีขึ้นหากเปลี่ยนเต้าเสียบเสียใหม่ให้ลงตัวกว่า เดิม มันง่ายที่จะเดินตามเส้นทางสายเก่าและไม่ก่อคลื่นลูกใหม่ แต่วิธีง่ายที่สุดสามารถทำให้เรากลายเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีไฟไปได้ แค่นั่งหวังลมๆ แล้งๆ ว่าทุกอย่างจะดีขึ้นจะกลายเป็นการดับฝันคุณได้ ไม่เป็นไรถ้าคุณไม่ชอบความท้าทาย ความสบายจะกลายเป็นหลุมพรางที่หลอกล่อให้อยู่กับที่ มันทำให้ขี้เกียจ ไม่อยากก้าวไปข้างหน้า แต่ในโลกธุรกิจความสบายใจจะฉุดรั้งให้หยุดอยู่กับที่ อย่ากลัวที่จะเสี่ยง ทำสิ่งที่คุณรักและชอบแล้วกำหนดทิศทางของคุณเอง ถาม ตัวเองเสมอๆ ว่ากำลังทำสิ่งที่คุณรัก อยากทำ และมันคือสิ่งที่ใช่สำหรับคุณหรือเปล่า ไม่ต้องสนใจความคาดหวังของคนอื่นแต่สู้กับความต้องการของตัวเอง แต่ก่อนตัดสินใจให้ดูสถานการณ์ให้ดีก่อนทุ่มเทไปอย่างเต็มตัว 

    7.เงินไม่ใช่บรรทัดสุดท้ายเสมอไป
       ในโลกแห่งความเป็นจริง พวกเราส่วนใหญ่ต้องการหาเงินกันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีจุดประสงค์อื่นที่สำคัญไม่แพ้เงิน หรือสำคัญกว่า เช่น แรงกระตุ้นและความพอใจที่เราได้จากการทำงาน รวมทั้งความท้าทายของมัน การได้สร้างโอกาสที่จะเรียนรู้ เติบโต และติดต่อกับคนที่โดดเด่น เพราะการเดินทางสายอาชีพของเรานั้นเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้คุณมีอะไร ทำไปตลอดชีวิต จงสร้างอนาคตและใคร่ครวญถึงวัตถุประสงค์มากกว่าแค่ก้มหน้าก้มตาหาเงินอย่าง เดียว คิดถึงชื่อเสียงของคุณ และบริษัทของคุณ หาเพื่อนใหม่ สร้างความสัมพันธ์กับองค์กรและชุมชน ลงทุนกับความพอใจส่วนตัวที่งานสามารถนำมาให้ได้ คนที่คิดว่าเงินบันดาลทุกสิ่ง อาจถูกมองว่าทำทุกอย่างเพื่อเงิน 

    8.รอจังหวะที่เหมาะสม
         ความสำเร็จในชีวิตหรือหน้าที่การงานในหลายๆ ครั้ง เป็นเรื่องของจังหวะและความอดทน เพราะจังหวะคือทุกสิ่ง ทุกวันนี้มีบริษัทคู่แข่งมากมายที่ทำธุรกิจเดียวกับคุณ แต่การมาอย่างถูกจังหวะย่อมดีกว่าการเป็นรายแรกเสมอไป เช่นเดียวกับการเลือกโอกาสที่เหมาะสม เพราะวัตถุประสงค์ในการทำธุรกิจก็คือทำให้สินค้าติดตลาดขายดีและอยู่รอด ถ้าคิดว่าทำให้เร็วก็อาจจะไปเร็วได้เช่นกัน ฉะนั้นจงรอคอยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมด้วย คิดถึงแผนระยะยาว มีความอดทนและทำงานอย่างมีวินัย 

    9.หลีกเลี่ยงรูปแบบที่ตายตัว
          รู้จัก เปิดกว้างและยืดหยุ่นในการทำงาน บ่อยครั้งที่ต้องทำงานอย่างมุ่งมั่นและดันทุรังบ้าง แต่คุณต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปลี่ยน และเมื่อไหร่ควรยืดหยุ่นได้ ถ้าจะทำเฉพาะสิ่งที่ตายตัวมันอาจจำกัดตัวคุณ และอนาคต ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ และไม่มีอะไรที่เป็นไปตามแผนทั้งหมด ดังนั้นหากมีอะไรต้องเปลี่ยนแปลง อย่างที่มันน่าจะเกิด ก็ต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลง และบางครั้งอาจต้องวกกลับเลยก็ได้ 

    10.ความเร็วชนะในการแข่งขัน
          ทุกธุรกิจไม่มีเวลามากพอสำหรับคนที่พูดจาเรื่อยเปื่อยไม่เข้าประเด็น ไม่ว่าคุณจะทำอะไร จงทำให้สั้น กระชับ ฉับไว และตรงประเด็น การพูดจาที่สั้นกระชับได้ใจความเป็นวิธีที่สุภาพ เพราะมันแสดงว่าคุณให้เกียรติ เวลาของคนอื่น เพราะเวลาที่คนต้องฟังอะไรที่ยืดยาวไม่ได้ความ จะทำให้เขาอึดอัด เบื่อหน่าย และมีหลายครั้งพวกเขาไม่ฟังสิ่งเหล่านั้นเลยกำหนดระยะเวลาให้ตัวคุณเอง ฝึกนำเสนองานหรือรายงานให้จบได้ภายใน 5 นาที ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด พูดให้ตรงประเด็น ถ้ามีคำถามพวกเขาจะถามคุณเอง ข้อมูลมากมายแต่ไม่ได้ใช้ก็ไม่มีสาระอะไร

    ที่มา : http://www.jobjob.co.th

    ตลาดหุ้น คืออะไร?

              ตลาดหุ้น หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  คือ ตลาดซึ่งเป็นแหล่งรวมของบริษัทหลายๆ บริษัท ที่เข้ามาทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ที่มีเงินเหลือเก็บ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" เข้ามาร่วมลงทุน และนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ การลงทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ ตลาดหลักทรัพย์จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อ ขาย หลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และเพื่อการระดมเงินทุนในประเทศ โดยได้เปิดให้มีการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 โดยชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ "Securities Exchange of Thailand" และได้มีการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange of Thailand (SET)" เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา

             สำหรับการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ และสนับสนุนการระดมเงินทุนระยะยาวของธุรกิจนั้น สามารถจำแนกออกได้ตามขนาดของธุรกิจที่ต้องการจะระดมทุน หรือ บริษัทจดทะเบียน โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนในตลาดทุนของธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ กิจการสาธารณูปโภค และรัฐวิสาหกิจที่มีการแปรรูป ซึ่งมีทุนชำระแล้วตั่งแต่ 200 ล้านบาท ขึ้นไป รวมทั้งเป็นศูนกลางการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าว ในขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2528 ทำหน้าที่สนับสนุนการระดมทุนในตลาดทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีศักยภาพ หรือ SMEs ที่มีทุนชำระแล้วต่ำกว่า 200 ล้านบาท และเป็นศูนกลางการซื้อขายเปลี่ยนมือหลักทรัพย์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมดังกล่าว โดยเริ่มเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544

    บทบาทและภาระหน้าที่ของตลาดหุ้น

    1) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียน และพัฒนาระบบต่างๆ ที่จำเป็นเพื่ออำนวยความสะดวกในการซื้อขายหลักทรัพย์

    2) ดำเนินธุรกิจใดๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายหลักทรัพย์ เช่น การทำหน้าที่เป็นสำนักหักบัญชี (Clearing House) ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ นายทะเบียนหลักทรัพย์ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

    3) การดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์



    ที่มา : http://www.fpo.go.th

    ลักษณะของนักลงทุนกับการลงทุน

        จะเห็นได้ว่า หุ้น มีอยู่หลากหลายประเภท แต่ละประเภทก็จะแตกต่างกัน ซึ่งนักลงทุนควรที่จะทำความเข้าใจก่อนที่จะเริ่มลงทุน โดยในทางทฤษฎีแล้ว นักลงทุนทุกคนมักต้องการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด โดยมีความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด แต่ในความเป็นจริง ผลตอบแทนในการลงทุนนั้น แปรผันตรงกับความเสี่ยง หมายความว่า ยิ่งผลตอบแทนสูง ยิ่งต้องมีความเสี่ยงสูงตามไปด้วย นอกจากนี้ การเลือกลงทุนยังขึ้นอยู่กับ อุปนิสัยของนักลงทุนแต่ละคน และเวลาที่นักลงทุนแต่ละคนจะมีด้วย ซึ่งอาจแบ่งเป็นกลุ่มง่ายๆ ได้ดังนี้


       
    ลักษณะของนักลงทุน
       
    หลักทรัพย์ที่เหมาะกับการลงทุน
       
    มีความเข้าใจระบบตลาดหลักทรัพย์เพียงพอ
       
    หุ้นสามัญ
       
    มีเวลาศึกษาติดตามข้อมูลสถานการณ์
       
    หุ้นบุริมสิทธิ
       
    มีที่ปรึกษาการลงทุนที่เชี่ยวชาญ
       
    หุ้นกู้แปลงสภาพ
       
       ต้องการผลตอบแทนรวดเร็วและพร้อมรับความเสี่ยง   
       
    ใบสำคัญแสดงสิทธิประเภทต่างๆ
       
    คาดหวังผลตอบแทนระยะยาว
       
    หุ้นกู้
       
    เน้นการออมและการลงทุนระยะยาว
       
           ตราสารในภาครัฐบาลและภาครัฐวิสาหกิจ       
       
    ต้องการความเสี่ยงต่ำ
       
    หุ้นสามัญ ในกลุ่ม Blue Chip บางตัว
       
    คาดหวังผลตอบแทนในระยะปานกลางถึงระยะยาว
       
    หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
       
    ไม่เชี่ยวชาญในการซื้อขายหลักทรัพย์
       
    หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
       
    ไม่มีเวลาติดตามสถานการณ์
       
    หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ
       
    ไม่มีความคล่องตัวในการลงทุน
       
    หน่วยลงทุนในกองทุนต่างๆ


    ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ทำไมจึงต้องลงทุนในตลาดหุ้น?

            สำหรับผู้ที่มีเงินออมและประสงค์จะบริหารเงินออมของตนให้เกิดประโยชน์นั้น นอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นๆสำหรับการบริหารเงินออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกหลายวิธี การลงทุนในตลาดหุ้นก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้มีเงินออมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่สูงกว่าและหลากหลายรูปแบบกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถาณการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดต่ำลงอย่างมากอย่างในปัจจุบัน จึงไม่เป็นสิ่งจูงใจในต่อการฝากเงิน สำหรับผู้ที่มีเงินออมเหลืออยู่แล้วนั้น จะถือเงินไว้เฉยๆ โดยไม่บริหารการเงินการลงทุนอะไรเลยก็คงจะไม่เหมาะนัก ดังนั้นจึงควรพิจารณาหาช่องทางการลงทุนอื่นๆ เพื่อเพิ่มพูนผลตอบแทนจากเงินออมของตนจะดีกว่า

             ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้น จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีเงินออม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความหลากหลายในการลงทุน ทั้งประเภทของสินค้าที่จะลงทุน ผลตอบแทนจากการลงทุน เพราะในตลาดหุ้น มีสินค้าหรือตราสารการลงทุนหลายประเภท ซึ่งออกโดย บริษัทที่ประกอบธุรกิจในหลายประเภทอุตสาหกรรม สำหรับให้เลือกลงทุนได้ตามความต้องการ ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุน และถือหุ้นในกิจกิจการใดๆก็ตามในตลาดหลักทรัพย์ จะเกิดผลประโยชน์หลายประการ ทั้งต่อตนเอง และต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเราจะได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการต่างๆที่มีศักยภาพ หรือธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนทางการเงินจากการลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น ได้รับเงินปันผล สิทธิในการจองซื้อหุ้นออกใหม่ หรือ กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ เป็นต้น นอกจากนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นยังถือได้ว่ามีบทบาทในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่จะสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุนและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงตามมาด้วยเสมอ ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนอย่างละเอียด จะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถบริหารความเสี่ยงจากการลงทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และสามารถได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในระดับที่น่าพึงพอใจตามที่คาดหวังได้

    ที่มา: http://www.fpo.go.th